วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

Multiple Intelligence

ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence) 

       นักเรียนมีความแข็งแรงที่แตกต่างกัน พวกเขามีจุดแข็งเฉพาะตัวและเป็นจุดแข็งที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่่งมักจะไม่นำมาพิจารณาในสถานการณ์ในห้องเรียน การ์ดเนอร์ ได้เสนอว่าปัญญาของมนุษย์มีอยู่อย่างน้อย 9 ด้าน ดังนี้
  • Verbal-Linguistic Intelligence (ปัญญาด้านภาษา) คือ ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมือง จนถึงภาษาอื่นๆ ด้วย สามารถรับรู้ เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ 
  • Mathematical-Logical Intelligence (ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์) คือ ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์ และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ 
  • Musical Intelligence (ปัญญาด้านดนตรี) คือ ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง
  • Visual-Spatial Intelligence (ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์) คือ ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่ง อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง
  • Bodily-Kinesthetic Intelligence (ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว) คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส
  • Interpersonal Intelligence (ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน
  • Intrapersonal Intelligence (ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง) คือ ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ และสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็ง หรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง
  • Naturalist Intelligence (ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา) คือ ความสามารถในการรู้จัก และเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกต เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์
  • Existential Intelligence (ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยมหรือการดำรงคงอยู่) คือ  ความไวและความสามารถในการจับประเด็นคำถามที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่นความหมายของชีวิต ทำไมคนเราถึงตาย และเรามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร
เพลง ทฤษฎีพหุปัญญา


Whole Language Apporach

การสอนภาษาแบบองค์รวม(Whole Language Approach)

        นักการศึกษามีความเชื่อว่า ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อผู้เรียนเรียนรู้ภาษาชิ้นต่อชิ้น แต่พวกเขาจะทำงานเมื่อเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด การจัดสภาพการณ์ให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารซึ่งกันและกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และมีความหมายด้วยสถานการณ์จริง และเรียนรู้การใช้ภาษาเป็นองค์รวมโดยไม่แยกกิจกรรมการอ่าน การเขียน การพูด และการฟังออกจากกัน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้การอ่านจากผลงานการเขียน เรียนรู้การเขียนจากการอ่าน เรียนรู้ภาษาจากสภาพแวดล้อม วรรณกรรมและการเลียนแบบ กระตุ้นให้เด็กแสดงการสื่อสารผ่านกระบวนการคิดตลอดเวลาและใช้ภาษาจากแรงจูงใจภายในไม่ใช่การบังคับ ส่งเสริมให้เด็กกล้าพูด กล้าอ่าน และกล้าเขียนโดยไม่กลัวผิด
  • Vygotsky (1987) มีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของการเรียนรู้ทางสังคม
วิดีโอเพื่อศึกษาเพิ่มเติม





Cooperative Learning

Cooperative Learning (การเรียนรู้แบบร่วมมือ)

         การเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อยโดยสมาชิกทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งสมาชิกต้องเข้าใจในกระบวนการการทำงานในลักษณะเผชิญหน้า เป็นการเน้นการปฏิบัติงานให้มีความสำเร็จในกลุ่มย่อย

หลักการ
  1. ให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม
  2. ผู้เรียนต้องอยู่กลุ่มเดิมสักระยะหนึ่ง
  3. ความพยายามของแต่ละบุคคลในการช่วยเหลือไม่เพียงแต่ตัวบุคคลนั้นที่จะได้รับผลตอบแทน แต่บุคคลอื่น ๆ ในชั้นยังได้รับด้วย
  4. ต้องมีการสอนเรื่องทักษะทางสังคม
  5. การเรียนภาษาจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนใช้ภาษาเป้าหมาย
  6. ผู้เรียนต้องรับผิดชอบงานของตนเอง
  7. มีการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในกลุ่ม
  8. สมาชิกทุกคนภายในกลุ่มจะถูกกระตุ้นให้มีความรับผิดชอบ และส่งเสริมภาวะการเป็นผู้นำ
  9. ครูไม่เพียงแต่จะสอนภาษา แต่ยังสอนเรื่องการทำงานร่วมกันด้วย
วิดีโอสำหรับศึกษาเพิ่มเติมค่ะ


Task-Based Instruction

       Task-Based Instruction คือ การสอนโดยผ่านกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยงาน มีจุดประสงค์ที่ให้ผู้เรียนเกิดแนวคิด ทักษะ และทำความเข้าใจร่วมกันในกลุ่ม และสื่อออกมาในลักษณะภาษาของผู้เรียนเอง ถ้าผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้

หลักการ

  1. งานที่ทำต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน
  2. ก่อนทำชิ้นงานจริงต้องมีการซ้อมก่อน
  3. ครูควรจะแยกขั้นตอนในการทำงานให้ชัดเจน
  4. หาวิธีการที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำงานให้สำเร็จ
  5. ครูจะสอนโดยใช้ภาษาใดก็ได้
  6. ครูช่วยผู้เรียนโดยการบอกภาษาที่ถูกต้อง
  7. มีการใช้ jigsaw task ในการสอน
  8. นักเรียนควรได้รับรู้ถึงความสำเร็จในการทำงาน
  9. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ออกแบบงานด้วยตนเอง


วิดีโอเพิ่มเติม


Content - Based Instruction

 วิธีสอนภาษาที่เน้นเนื้อหา (Content Based Instruction)

       วิธีสอนภาษาที่เน้นเนื้อหา คือ การเรียนการสอนแบบอิงเนื้อหา และทฤษฎีที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เป็น การสอนแบบ CBI นั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษามากกว่าในมหาวิทยาลัย เนื่องจากทฤษฎีนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเนื้อหาที่เรียน รวมทั้งฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ฉะนั้นการเรียนการสอนวิธีนี้จึงเหมาะสมกับการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษามากที่สุด

หลักการ
  1. เนื้อหาวิชาต่างๆ จะถูกใช้เพื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วย
  2. ใช้ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
  3. เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเพื่อเป็นการกระตุ้นเด็ก
  4. เริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วค่อยเพิ่มความยาก
  5. การเรียนภาษาจะเรียนได้ดี เมื่อถูกใช้เป็นสื่่อกลางในการแลกเปลี่ยนเนื้อหา
  6. เน้นการเรียนคำศัพท์ในบริบท
  7. ถ้าผู้เรียนได้เรียนจากเรื่องจริง จะทำให้ใช้ภาษาได้ดีขึ้น
  8. ผู้เรียนจะเรียนรู้ภาษาและเนื้อหาในบริบทของวัสดุและงานแท้ๆ
  9. ความสามารถในภาษาจะรวมทั้งความสามารถในการอ่าน, การอภิปราย และการเขียนจากเนื้อหาอื่นๆ
วิดีโอศึกษาเพิ่มเติม


Communicative language Teaching

       การสอนภาษาแบบสื่่อสาร (Communicative Language Teaching - CLT) 
     
        การสอนภาษาตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เป็นการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญของตัวผู้เรียนจัดลำดับการเรียนรู้เป็นขั้นตอนตามกระบวนการใช้ความคิดของผู้เรียน โดยเริ่มจากการฟังไปสู่การพูด การอ่าน การจับใจความสำคัญ ทำความเข้าใจ จดจำแล้วนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้  มีการจัดกิจกรรมที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ได้ฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์ที่มีโอกาสพบได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยยังคงให้ความสำคัญกับโครงสร้างไวยากรณ์

ขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
  1. ขั้นการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) ในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ การนำเสนอเนื้อหาใหม่ จัดเป็นขั้นการสอนที่สำคัญขั้นหนึ่ง ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและรูปแบบภาษาที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป
  2. ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่เพิ่งจะเรียนรู้ใหม่จากขั้นการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะของการฝึกแบบควบคุมหรือชี้นำ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้นำในการฝึกไปสู่การฝึกแบบค่อยๆปล่อยให้ทำเองมากขึ้น เป็นแบบกึ่งควบคุม
  3. ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร นับเป็นขั้นที่สุดขั้นหนึ่ง เพราะการฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารเปรียบเสมือนการถ่ายโอนการเรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์ในชั้นเรียนไปสู่การนำภาษาไปใช้จริงนอกชั้นเรียน การฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารโดยทั่วไป มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้
แบบฝึกปฏิบัติของวิธีสอนแบบ CLT
  1. Mechanical practice  เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องมีความเข้าใจในเรื่่องของภาษา
  2. Meaningful practice เป็นกิจกรรมที่มีการควบคุมตัวภาษา นักเรียนต้องเลือกทางเลือกที่ถูกต้องเพื่อมาใช้ในการเรียนภาษา
  3. Communicative practice เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ภาษาในบริบทที่มีการสนทนาจริง
กิจกรรมที่ใช้ในการสอน
  1. Information Gap Activities เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนทำเป็นคู่หรือกลุ่ม มีการพูดแลกเปลี่ยนข้อมูล    ซึ่่งกันและกันเพื่อให้ได้งานปฏิบัติที่สมบูรณ์
  2. Jigsaw Activities  ที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทำงานเป็นกลุ่มร่วมมือกัน
  3. Accuracy and Fluency activities เป็นกิจกรรมการอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้องและความคล่องแคล่ว
     วิดีโอศึกษาเพิ่มเติม


  

Community Language Learning - CLL


วิธีสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ (community language learning - CLL) 

       การสอนแบบนี้คิดขึ้นใน ปี 1970 โดย Charles A. Curran ศาตราจารย์สาขาจิตวิทยาแนะแนวแห่งมหาวิทยาลัยLoyola, Chicago Curran ประยุกต์แนวคิดนี้มาจากเทคนิคการแนะแนวครูจะเป็นผู้ให้คำปรึกษา และพยายามที่จะคอยสนองความต้องการในการใช้ภาษาของผู้เรียนเหมือนกับผู้เรียนเป็นผู้มารับคำปรึกษา บรรยากาศในห้องเรียนจัดเหมือนกับชุมชน (community) เน้นให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระบวนการเรียนภาษาจะเปรียบเหมือนกับการเจริญเติบโตของมนุษย์เริ่มจากทารกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งถึงขึ้นที่เป็นอิสระหรือเป็นผู้ใหญ่การช่วยเหลือแต่ละขั้นของครูจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เรียน
       การสอนแบบนี้ส่วนมากจะไม่มีแผนการเรียนที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียน โดยปกติแล้วการเรียนการสอนครูจะให้ผู้เรียนพูดแสดงความรู้สึกเป็นภาษาของผู้เรียน แล้วครูจะแปลหรือตีความที่นักเรียนพูดให้ทั้งชั้นฟังบรรยากาศชั้นเรียนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนภาษา และเกี่ยวกับบทเรียนที่เรียน

หลักการสอนวิธีนี้มีดังนี้
  • การแปล (translation) ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม ผู้เรียนพูดข้อความที่ต้องการจะแสดงความคิดหรือความรู้สึก ผู้สอนแปล ข้อความนั้นผู้เรียนพูดตามผู้สอน 
  • การทำงานกลุ่ม (group work) บางครั้งผู้สอนจะให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มมีการกำหนดหัวข้อแล้วร่วมกันอภิปรายช่วยกันเตรียมบทสนทนา เตรียมเรื่องที่จะพูดหน้าชั้น เป็นต้น 
  • การบันทึกเสียง (recording) นักเรียนจะบันทึกเสียงของคนในขณะที่พูดภาษาเป้าหมาย
  • ถอดความ (transcription) นักเรียนถอดคำพูดหรือบทสนทนาที่บันทึกไว้ สำหรับฝึกและวิเคราะห์โครงสร้างภาษา 
  • วิเคราะห์ (analysis) นักเรียนศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างภาษาความหมายของคำวลีประโยค ที่ถอดจากเทป 
  • สะท้อนกลับ/ตั้งข้อสังเกต (reflection/observation) ผู้เรียนรายงานความรู้สึกและประสบการณ์และอื่น ๆ 
  • การฟัง (listening) นักเรียนฟังครูอ่านบทสนทนา 
  • สนทนาอย่างอิสระ (free conversation) นักเรียนสนทนากับครูกับเพื่อน อาจเป็นการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และอื่น ๆ
เทคนิคการสอน
  • บันทึกบทสนทนาของนักเรียน
  • ถอดความบทสนทนา
  • สะท้อนเนื้อหาและประสบการณ์
  • กระตุ้นให้เกิดการฟัง
  • ครูช่วยผู้เรียนโดยการย้ำบ่อยๆ
  • ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย

วิดีโอแสดงวิธีสอนแบบ CLL